ซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ รามคำแหง บางกะปิ 083-792-5426

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured post 2 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured post 3 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured post 4 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured post 5 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

ซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ รามตำแหง บางกะปิ 083-792-5426

วันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ดูหนัง Man on a ledge ระห่ำระฟ้าท้านรก HD






เมื่ออดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจ นิค แคสซิดี้ (แซม เวอร์ธิงตัน จาก Avatar และ Clash of the Titans) ต้องกลายเป็นผู้ต้องหา เขาหลบหนีและมุ่งหน้าไป เดอะ รูสเวลท์ ที่อยู่ใจกลางมหานครนิวยอร์ค ขึ้นไปบนชั้นสูงสุดของโรงแรมและยืนบนระเบียง ทั้งเมืองต้องหยุดนิ่งและเฝ้ามอง รวมถึงกลุ่มคนที่กุมความลับของเขาเอาไว้ การ กระทำของ นิค ไม่เพียงแต่เป็นอันตรายต่อชีวิตของตัวเอง มันยังกลายเป็นข่าวไปทั่วเมือง สถานการณ์มีความเปราะบางเมื่อนักเจรจาประจำกรมตำรวจ ไลเดีย สเปนเซอร์ (อลิซาเบธ แบงค์ส) ที่พยายามเกลี้ยกล่อมเขา ต้องรับมือกับตำรวจมือเก๋า (เอ็ดเวิร์ด เบิร์นส) ที่คิดว่าเธอไม่เหมาะกับการเจรจา เนื่องจากเคยมีประวัติกับ นิค และยิ่ง ไลเดีย ใช้เวลาเจรจากับ นิค มากเท่าไร เธอก็รู้สึกว่าเขามีจุดประสงค์อื่นที่มายืนอยู่ตรงนี้ ในขณะที่ นิค ดึงดูดความสนใจของคนทั้งเมือง ไม่มีใครรู้ว่าเขาแอบคุยกับ โจอี้ (เจมี่ เบลล์) น้องชายของเขา ที่ร่วมมือกับแฟนสาว (เจเนซิส ร็อดริเกซ) ในการตามหาเพชรมูลค่า 40 ล้านเหรียญของนักธุรกิจผู้ทรงอำนาจ (เอ็ด แฮร์ริส) ซึ่งเป็นชิ้นเดียวกับที่เขาถูกใส่ความว่าโจรกรรม นี่คือหนทางเดียวที่ นิค จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง และเป็นหนทางเดียวที่จะเปิดโปงผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมด

ดูหนัง The Woman in Black ชุดดำสัญญาณสยอง HD









เมื่อทนายหนุ่ม อาเธอร์ คิปส์ (แดเนียล แร็ดคลิฟฟ์) เดินทางจากลอนดอนมายังหมู่บ้านเล็กๆ เพื่อจัดการแบ่งทรัพย์สินให้กับเจ้าของคฤหาสน์ อีล มาร์ช เขาก็ต้องค้นพบความลับอันน่าสะพรึงกลัว และโศกนาฏกรรมที่เคยเกิดขึ้นในหมู่บ้าน เมื่อพบว่ามีเด็กจำนวนมากเสียชีวิตอย่างปริศนา และความน่ากลัวก็คืบคลานเข้ามา เมื่อเขาถูกผู้หญิงปริศนาในชุดดำตามหลอกหลอน คิปส์ ต้องพยายามทำทุกอย่างเพื่อไขปริศนา และหยุดยั้งวงจรแห่งความสยองนี้ให้ได้

สร้างจากวรรณกรรมสยองขวัญคลาสสิกของ ซูซาน ฮิล เรื่องราวของความสูญเสีย ความเศร้าโศก และการล้างแค้น ผลงานการแสดงเรื่องแรกของ แดเนียล แร็ดคลิฟฟ์ หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจจากการรับบทเป็น "แฮร์รี่ พอตเตอร์" ในแฟรนไชส์หนังหมื่นล้าน ร่วมด้วย เซียแรน ไฮนด์ส (Munich, Harry Potter and the Deathly Hallows: Part 2), เจเน็ต แม็คเทียร์ (Tumbleweeds, Velvet Goldmine, Waking the Dead) และ ลิซ ไวท์ (Vera Drake, Franklyn)

The Woman in Black ถูกดัดแปลงให้เป็นบทภาพยนตร์โดย เจน โกลด์แมน (Kick-Ass, Stardust, The Debt) กำกับโดย เจมส์ วัตกิ้นส์ (Eden Lake) และอำนวยการสร้างโดย รอย ลี (The Ring, The Grudge, The Eye) โดยมีทีมงานคุณภาพไม่ว่าจะเป็นผู้กำกับภาพ ทิม มัวริส-โจนส์ (Snatch, Lock, Stock and Two Smoking Barrels), ผู้ออกแบบงานสร้าง เคฟ ควินน์ (Trainspotting, A Life Less Ordinary) และผู้ตัดต่อภาพ จอน แฮร์ริส (Kick-Ass, Stardust)

“จงเบ ปาร์ค” นับเวลาถอยหลังตบเท้าเข้ากรมฯ “เค-โอทิค” คือความทรงจำที่ดีที่สุด - หนุ่มฮอต หนุ่มฮิพ


ไม่ได้มีการเตรียมใจมาก่อนเลย เมื่อถึงวาระเวลาที่ทั้ง 5 หนุ่มนักร้องขวัญใจวัยรุ่นต่างต้องแยกย้าย พร้อมปิดฉากการเป็นศิลปินหนุ่มบอยแบนด์นาม “เค-โอทิค” อย่างถาวร ซึ่งสาเหตุหลักอันดับต้น ๆ นี้ เป็นเหตุมาจาก “จงเบ ปาร์ค” นักร้องหนุ่มสัญชาติเกาหลี ถึงเวลานับถอยหลังต้องเตรียมตัวตบเท้าเข้ากรมฯ เป็นทหารใหม่รับใช้แผ่นดินเกิดในช่วงเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ พร้อมกับความทรงจำที่ดีที่สุด จากโอกาสการเป็นศิลปิน “เค-โอทิค” ที่ “จงเบ” จะหอบหิ้วติดกลับไปให้คิดถึงและเป็นกำลังใจต่อไป และในวันนี้ “จงเบ” จะมาเปิดใจถึงความรู้สึกที่ผูกพันของหนุ่มชาวเกาหลีหัวใจไทยคนนี้
“เมืองไทย”

จำบรรยากาศที่มาเมืองไทยครั้งแรกได้ไหม?


“ครั้งแรกที่มาตอนนั้นผมอายุประมาณ 15-16 ปีได้ครับ ตอนนั้นมาถึงกรุงเทพฯ ก็ดึก ๆ แล้ว เวลาประมาณ 5 ทุ่มได้ มาครั้งแรกค่อนข้างตื่นเต้น นั่งอยู่บนรถ คนขับรถก็เปิดวิทยุอยู่ ผมเองก็งงเพราะฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่องเลย ก็ไม่รู้ว่าเขาคุยอะไรกัน สลับกับมองออกไปข้างนอกรถ บรรยากาศโดยรอบมืดไปหมด แต่มีแสงไฟเยอะแยะเลย ก็รู้สึกตื่นเต้นมาก ๆ เพราะเป็นการเดินทางไกลห่างจากบ้านเกิดที่ประเทศเกาหลีเป็นครั้งแรก ด้วยสาเหตุที่ผมเลือกมาเรียนโรงเรียนนานาชาติเมืองไทย เพราะที่นี่มีสถาบันการศึกษาค่อนข้างเยอะ คุณพ่อคุณแม่ผมเองก็อยากให้มาเรียนที่นี่ เพราะเขาก็ดูข้อมูลให้ และระยะทางไม่ห่างจากเกาหลีมากนัก เดินทางแค่ 5 ชั่วโมงเอง”

ก่อนมามองภาพหรือคาดหวังกับเมืองไทยไว้อย่างไร?

“ด้วยความไม่เคยเห็นเมืองไทยมาก่อน ผมเองก็ค่อนข้างที่จะตื่นเต้นมาก ๆ ครับ เคยได้ยินใคร ๆ พูดมานานแล้วว่า...ทะเลที่เมืองไทยมีอยู่เยอะมาก ๆ และแต่ละที่ก็สวยงามมีเสน่ห์ที่แตกต่างกันด้วย จำได้ว่าแรก ๆ ที่มาเมืองไทย ผมแอบไปเที่ยวทะเลเป็นที่แรก ๆ เลย ไปใกล้ ๆ พัทยา ตื่นเต้นมากเดินทางแค่ชั่วโมงก็เห็นทะเลแล้ว ค่อนข้างประทับใจ และผมก็ค่อย ๆ ศึกษาและเรียนรู้ ปรับตัวกับวัฒนธรรมไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็ค่อนข้างประทับใจและคิดว่าไม่ผิดหวังที่เดินทางมาที่นี่จริง ๆ ครับ เพราะผมได้อะไรหลาย ๆ อย่าง และเติบโตมาจากที่นี่จริง ๆ”

ตั้งใจมาเรียนหนังสือที่เมืองไทยเป็นอันดับแรก แล้วเริ่มต้นมาเป็นศิลปินได้อย่างไร?

“ผมมาเรียนหนังสือที่เมืองไทย เวลาว่างหลังเลิกเรียน ผมก็มาพักผ่อนเที่ยวเล่นกับเพื่อน ๆ ตามปกติครับ ก็มาเดินเล่นที่สยาม จู่ ๆ ก็มีคนมาแนะนำตัวกับผมและกลุ่มเพื่อน ๆ ว่า...ทำงานฝ่ายแคสติ้ง มาชวนให้ผมไปออดิชั่น ทดสอบการเป็นนักร้องดู ซึ่งตั้งแต่แรกเริ่มเลยผมไม่ได้คิดจริงจังกับการเป็นศิลปินร้องเพลงในทางนี้ เลย แต่โดย
พื้นฐานครอบครัวของผม ทางคุณพ่อคุณแม่ก็คอยสนับสนุน และผมก็เป็นคนที่ชอบร้องเพลงอยู่แล้ว และเล่นดนตรีเปียโนเป็นตั้งแต่ 5 ขวบ

ซึ่งผมเองก็เคยไปลองออดิชั่นค่ายเพลงเกาหลี เอ็นเอ็มทาวน์ ที่เขามาเปิดออดิชั่นที่เมืองไทยมาก่อน ซึ่งตอนนั้นติดในรอบ 7 คนสุดท้าย จากคนสมัครกว่าพันคน ซึ่งตอนนั้นผมเองก็ภูมิใจมาก ๆ แล้วที่ทดสอบตัวเองจนมาได้ถึงขนาดนี้ และก็ไม่คิดเหมือนกันหลังผ่านเหตุการณ์นั้นมาแค่ 1 สัปดาห์ ก็ได้รับข่าวดี ในการผ่านการออดิชั่นกับค่ายกามิกาเซ่ จนกลายมาเป็น 1 ใน 5 สมาชิกของวงเค-โอทิค ในที่สุดครับ”

“เค-โอทิค”

ความรู้สึกจากการเป็น “เค-โอทิค” ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา?


“ผมเริ่มต้นมาเป็นศิลปินฝึกหัดกับค่ายกามิกาเซ่ได้ประมาณ 1 ปีกว่า ๆ กว่าทุกอย่างจะลงตัวและมาเป็นศิลปิน “เค-โอทิค” ในที่สุดผ่านการเรียนและฝึกซ้อมเรื่องการเต้นและการร้องเพลงมาอย่างหนัก ผ่านความสนุกสนาน-ท้าทาย-ท้อถอย ฯลฯ มาก็เยอะ แต่หลายๆ ครั้งผมเองก็รู้สึกภูมิใจที่ผมได้มาเป็นนักร้อง มีแฟนเพลงมาให้กำลังใจผมและเพื่อน ๆ ไม่ว่างานไหน ๆ งานเล็ก หรืองานใหญ่ ทุก ๆ เวที ทุกงานต่างมีความสำคัญสำหรับผม ที่สำคัญผมเป็นนักร้องชาวเกาหลีที่ทำงานร้องเพลงในประเทศไทย ผมรู้สึกว่าผมโชคดีมาก ๆ เพราะเท่าที่รู้มาไม่เคยมีชาวเกาหลีคนไหนได้โอกาสดี ๆ อย่างนี้มาก่อน ที่เมืองไทยผมรู้สึกซาบซึ้งในความรักและน้ำใจที่ดี ๆ จากแฟนเพลงทุกคน เพราะผมเองก็ไม่คิดมาก่อนว่า...ผมจะได้รับกำลังใจและการตอบรับที่ดีจากแฟน เพลงคนไทยที่ต่างเชื้อชาติจากผมดีขนาดนี้ เพราะที่ประเทศเกาหลีค่อนข้างอนุรักษนิยม คนเกาหลีจะคอยรักและสนับสนุนศิลปินคนเกาหลีของเขามากกว่าชาวต่างประเทศที่ไป ทำงานที่ประเทศของเขา ด้วยเหตุผลหลาย ๆ อย่าง รวมไปถึงเรื่องของภาษาที่สื่อสารไม่เข้าใจ ผมถึงได้บอกไงครับ ว่า...ผมโชคดีจริง ๆ (อมยิ้ม)”

“เค-โอทิค” กำลังเดินทางไปได้ด้วยดีเพราะแฟนเพลงให้การสนับสนุน แต่กลับมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในภารกิจการเกณฑ์ทหาร?

“แม้การเป็นทหารไม่ได้เป็นความฝันของผม แต่มันก็เป็นหน้าที่สำคัญในชีวิตของลูกผู้ชายทุกคนครับ ถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้เป็นชาวเกาหลี แต่เป็นคนเชื้อชาติไทย สัญชาติไทยจริง ๆ ผมเป็นผู้ชายก็ต้องได้รับภารกิจนี้ ที่เป็นสิ่งที่เราควรรับผิดชอบอยู่แล้ว โดยการเป็นทหารของผู้ชายเกาหลีจะต้องถูกเรียกหมายเกณฑ์ตั้งแต่อายุประมาณ 19-20 ปีครับ แต่ผมติดภารกิจเรื่องเรียนก็ได้มีการผัดผ่อนมาเรื่อย ๆ ตอนนี้ผมเองก็เรียนจบในระดับปริญญาตรีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็อยากจะทำหน้าที่ที่ค้างคานี้ให้เต็มที่”

“กลับบ้าน”

ความรู้สึกในตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างที่กำลังจะกลับประเทศเกาหลีไปรับใช้ชาติแล้ว?


“มันมีหลาย ๆ ความรู้สึกครับ ทั้งตื่นเต้น และทั้งเป็นกังวล เพราะผมเองก็ห่างจากประเทศเกาหลีไปนาน ยังไม่รู้ว่า...จะต้องเจออะไร จะต้องฝึกอะไร ก็คงต้องไปหาข้อมูลเพิ่มเติมจากเพื่อน ๆ ชาวเกาหลีที่เขาเคยเข้ารับเกณฑ์ทหารไปก่อนหน้านี้ แต่เท่าที่คิดไว้ก็คงสนุกดีครับ เพราะการไปทำหน้าที่ทหารในครั้งนี้ ผมมีจุดมุ่งหมาย นอกจากจะไปทำหน้าที่ลูกผู้ชายชาวเกาหลีที่ควรจะทำแล้ว ผมอยากจะไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ อยากจะไปฝึกฝนตัวของผมเองด้วย อยากจะฝึกทำให้ตัวเองมีวินัยมากขึ้น มีจิตใจที่เข้มแข็งพร้อมที่จะเป็นผู้ใหญ่ให้มากขึ้นด้วย โดยผมก็คาดหวังต่อไปถึงการไปฝึกการวิ่งได้ออกกำลังกาย จะได้กลับไปมีกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้นอีกครั้ง เพราะผมอยากเป็นผู้ชายตัวใหญ่ ๆ ครับ (หัวเราะ) ตอนนี้พยายามทำอยู่”

21 เดือนในการเข้ากรมทหารที่ประเทศเกาหลี สำหรับ “จงเบ” คิดว่านานไปไหม?

“(หัวเราะ) ถามอย่างนี้เลยนะ ก็ไม่รู้เหมือนกันนะครับ ว่า...นานไปหรือเปล่า??? แต่คงจะนาน
แหละ เพราะในความรู้สึกผมเองก็ไม่เคยเป็นทหารมาก่อนคงเป็นบรรยากาศที่ไม่คุ้นเคย และต้องมีการเรียนรู้และปรับตัวอยู่แล้ว เพราะที่ผ่านมาผมเองก็ไม่ได้ถูกฝึกให้เป็นทหารมาก่อน แต่ถ้าให้เปรียบเทียบ 21 เดือน กับการเป็นศิลปิน เค-โอทิค สำหรับผม คงจะเป็นการตอบที่ง่ายกว่านะ เพราะผมรู้สึกว่า...วัน-เวลาสำหรับการได้เป็นศิลปิน เค-โอทิค มันเร็วมาก ๆ เพราะผมเองก็ได้โอกาสได้ทำหลาย ๆ อย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน เป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากที่ไหน ผมอยู่เมืองไทยมาตั้งแต่อายุ 15 ตอนนี้อายุ 23 แล้ว รู้สึกวันเวลาผ่านไปเร็วมาก ๆ ด้วยความสุข ความรู้สึกดี ๆ ครับ”

“รับใช้ชาติ”

นับเวลาถอยหลัง ก่อนที่จะเดินทางไปเป็นทหาร “จงเบ”  มีแผนการอะไรบ้าง?


“ผมเองก็อยากใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุดครับ อย่างคอนเสิร์ต “เค-โอทิค เดอะ เมมโมรี่ คอนเสิร์ต” ผมกับเพื่อน ๆ เค-โอทิค ก็พยายามใช้เวลาอยู่ร่วมกันให้มากที่สุดครับ ในคอนเสิร์ตและการทำหน้าที่ศิลปินครั้งสุดท้ายของพวกเราแล้ว ฝึกซ้อมร้องเพลง-ซ้อมเต้น เข้ายิมเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงที่สุด ผมพยายามใช้เวลาในการเป็นศิลปินที่เหลืออยู่ให้คุ้มค่าที่สุดครับ เพราะอยากให้แฟนเพลงประทับใจและมีความสุขที่สุดกับคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายของ พวกเรา ถือเป็นคอนเสิร์ตใหญ่สำคัญของพวกเราที่อยากให้เกิดขึ้นและไม่อยากให้เกิด ขึ้นในเวลาเดียวกัน ยิ่งคิดก็ยิ่งใจหาย แต่ก็เป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันที่ผมและเพื่อน ๆ อยากทำให้เต็มที่มากที่สุดครับ”

“แฟนคลับ”

บอกได้ไหมว่า...ประทับใจแฟนเพลงคนไทยมาก-น้อยขนาดไหน?

“มาก ๆ ครับ พวกเขาเป็นกำลังใจที่สำคัญ และให้กับผมมาตลอด คอยเอาใจใส่และรักผม ตั้งแต่ผมยังไม่ได้เป็นศิลปินด้วยซ้ำ ถึงผมกลับไปเกาหลีจริง ๆ ผมไม่มีทางลืมทุกคนที่นี่ได้แน่ ๆ และคงคิดถึงทุก ๆ คนที่นี่นี่แหละ เพราะผมประทับใจประเทศไทยและคนไทยหลาย ๆ อย่าง คนไทยน่ารัก นิสัยดี อัธยาศัยดี เพื่อน ๆ แฟน ๆ เพลงที่นี่ ทำให้ผมรู้สึกอบอุ่น และเป็นคนพิเศษคนหนึ่งของที่นี่ ต้องขอขอบคุณมาก ๆ ครับ หวังว่า...ทุกคนจะไม่ลืมผมนะ (หัวเราะ) เพราะไม่นานหรอก ผมจะต้องกลับมา”
  
หลังจากจบภารกิจการเข้าประจำการเกณฑ์ทหาร คาดหวังหรือมีแผนการไว้อย่างไร?

“ผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ ว่า...เสร็จจากการเป็นทหารแล้วผมจะเลือกทำอะไร เพราะเวลาอีกตั้งนาน อีก 21 เดือนเชียว ผมอาจจะเลือกไปเรียนต่อที่ประเทศแถบยุโรปเกี่ยวกับการโรงแรมเลยหรือเปล่า??? เพราะตอนนี้ผมก็เรียนจบแล้ว ตอนฝึกงานโรงแรมเอง ผมก็ได้โอกาสเรียนรู้และทำให้ผมรู้ว่า ผมสนุกและชอบงานด้านนี้มาก ๆ หรืออีกแผนอาจจะกลับมาทำงานในวงการบันเทิง ซึ่งถึงตอนนั้นผมอาจจะไม่ได้กลับมาเป็นนักร้องแล้วก็ได้ เพราะลึก ๆ ความชอบและความฝันของผม ผมสนใจในเรื่องของการเป็นนักแสดงด้วย ก็อยากที่จะตั้งใจลองทำดูสักครั้ง รวมถึงความฝันสำคัญในชีวิต กับการทำธุรกิจโรงแรมริมทะเล ในบรรยากาศธรรมชาติที่สวยงาม ใช้ชีวิตอยู่บนเกาะ อยู่กับน้ำทะเล บรรยากาศดี ๆ ถึงเวลานั้นจริง ๆ เมื่อความฝันของผมเป็นไปได้ ผมก็คงมีความสุขน่าดู (หัวเราะ) แต่ตอนนี้ขอได้แต่ฝันไปก่อนครับ เพราะผมยังมีหน้าที่ ยังต้องรวบรวมเก็บเงินสะสมไว้อีกเยอะครับ กว่าที่ความฝันจะเป็นรูปเป็นร่างได้”

ทิ้งท้ายฝากถึงคอนเสิร์ตครั้งสุดท้าย “เค-โอทิค เดอะ เมมโมรี่ คอนเสิร์ต” อีกครั้ง

“ผมอยากจะเป็นตัวแทนเพื่อน ๆ “เค-โอทิค” ฝากถึงคอนเสิร์ต “เค-โอทิค เดอะ เมมโมรี่ คอนเสิร์ต” ครับ คอนเสิร์ตใหญ่ครั้งนี้ จะเป็นคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายที่พวกเราเค-โอทิคและแฟนเพลงจะได้ใกล้ชิดกันมาก ที่สุดกว่าที่เคยมีมา เป็นคอนเสิร์ตพิเศษที่จะรวบรวมทุก ๆ บทเพลงของเค-โอทิค ที่พวกเราจะชวนทุก ๆ คน ในวันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคมนี้ ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ ไปร่วมร้องเพลงด้วยกัน ให้เป็นอีกหนึ่งความทรงจำดี ๆ ที่จะทำให้พวกเราได้คิดถึงกันไปอีกนาน ๆ ขอบคุณนะครับ ที่ทุก ๆ คนรักและมีน้ำใจกับพวกเราเสมอมา ไปเจอกันให้ได้นะครับ”

แหม...เรียกว่าใจหายกันมากทีเดียวสำหรับการจากลาของหนุ่มคนนี้ แต่คนเราเกิดมาทุกคนย่อมต้องมีหน้าที่และความรับผิดชอบ และในวันนี้ “จงเบ” ทำหน้าที่เหล่านั้นได้ดีที่สุดแล้ว.
กาญจนา สิทธิเม่ง รายงาน

หนุ่มหล่อแต่งตัวหลากสไตล์ - สตาร์เทรนดี้


นั่งดูแบบเสื้อผ้าสาว ๆ กันมาก็เยอะจน “ก้อยโกะ” เอียนตาลายแล้ว วีคนี้เลยขอไปส่องเสื้อคุณผู้ชายกันบ้าง แหม!ทำให้ชีวิตดูมีสีสันกระชุ่มกระชวยขึ้นเยอะ งานนี้ขอบอกว่าไม่ธรรมดา หนุ่มหล่อหลายคน แต่งตัวหลายสไตล์มาให้ได้ชมกัน เอ้า!ไปดูกันเลยดีกว่าว่าแต่ละหนุ่มแต่งตัวแซบแค่ไหน             

กัน-นภัทร อินทร์ใจเอื้อ              
 
“กันมาในชุดกึ่งทางการ เสื้อด้านในเป็นเสื้อสีดำเรียบ ๆ แต่ด้านนอกเป็นสูทสีเทา-ดำ มีสีเหลืองคาดช่วยเพิ่มความสดใส คาดเข็มขัดหลุยส์วิตตอง ใส่กางเกงยีนเข้ารูปช่วยให้ดูทะมัดทะแมง สวมรองเท้าสีน้ำตาล ดูรวม ๆ แล้วโอเค”
ดัง-พันกร บุณยะจินดา             

“ดังมาในมาดเก๋ ๆ ด้านในใส่เสื้อสีดำธรรมดา สวมแจ๊กเกตหนังสีดำลวด ลายเก๋ สวมกางเกงยีนรัดรูปเน้นให้เห็นรูปร่าง ถือกระเป๋าแอร์เมสสีแดงแรงฤทธิ์ ใส่รองเท้าหนังสีน้ำตาล”

ตูมตาม-ยุทธนา เบื้องกลาง              

“ด้านตูมตามแต่งตัวเรียบร้อยเป็นทางการมากกว่าใครเพื่อน ด้านในสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว ใส่สูทสีดำทับผูกโบไท สวมกางเกงสีน้ำตาลคาดเข็มขัดหลุยส์วิตตอง เสริมให้ชุดดูหรูหราไม่แพ้ใคร สวมรองเท้าสีน้ำตาลเข้ากับโทนสีกางเกงเป๊ะ ๆ”

ปูไข่-พงศ์สิรี บรรลือวงศ์               

“ปูไข่ใส่เสื้อเชิ้ตสีดำ สวมแจ๊กเกตหนังสีน้ำตาล ดูเท่ไม่แพ้ใคร ใส่กางเกงยีนสีน้ำเงิน คาดเข็มขัดสีน้ำตาลเข้ากับแจ๊กเกตหนังเป็นอย่างดี ใส่รองเท้าสีน้ำตาลเข้ม โดยรวมแล้วแมตช์กับเจ้าตัวเป็นอย่างดี”

พีช-พชร จิราธิวัฒน์              

“เห็นหนุ่มคนนี้แล้วหล่อบาดใจจริง ๆ พีชสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวด้านใน ทับด้วยสูทสีครีมดูเนี้ยบสุด ๆ สวมกางเกงสีดำ สวมรองเท้าหนังสีดำ หวีผมเก็บเรียบร้อย”             
ฮั่น-อิสริยะ ภัทรมานพ              

“ฮั่นมาแนวหล่อสดใส ด้านในใส่เสื้อเชิ้ตสีขาว สวมแจ๊กเกตสีน้ำเงินอมฟ้าสดใส ติดโบไทโทนสีเดียวกับแจ๊กเกตเป๊ะ ๆ ใส่กางเกงสีดำ รองเท้าสีน้ำเงินอมฟ้าเข้ากับ
แจ๊กเกตเป็นอย่างดี”

แอมป์-สิริพงศ์ ชูศักดิ์สกุลวิบูล              

“แอมป์ใส่เสื้อเชิ้ตขาวด้านในสวมเสื้อยืดสีแดงทับและใส่แจ๊กเกตลายทางยาวสี น้ำเงิน-แดงทับอีกที สวมกางเกงยีนสีน้ำเงิน รองเท้าบู๊ตสีขาว ชุดนี้ลงตัวดูดีไม่แพ้คนอื่น”.
ก้อยโกะ

'เนย' ขอควง 'ป๊อปปี้' ปั้น 'เค้ก ป๊อป' - ฟรีไทม์


ช่วงนี้ฝนตกบ่อยเหลือเกิน วันนี้เราเลยชวน 2 สาว เนย ซินญอริต้า หรือ ลลิตา สิงโตทอง  และสาว ป๊อปปี้-ชัชชญา ส่งเจริญ จากวง ทรี ทู วัน ไปนั่งทำ “เค้ก ป๊อป” ขนมเค้กสไตล์ใหม่ที่ผสมผสานกับอมยิ้ม กันแบบเบา ๆ ณ สตูดิโอของร้าน “ป๊อป มี อัพ” ต้องบอกว่าสองสาวดูตื่นเต้นกับการทำครั้งนี้มาก เพราะเค้กที่ทำเสร็จแล้วนั้นน่ารักและน่ากินสุด ๆ โดยวันนี้ทั้งคู่จะทำเป็นรูปกล่องของขวัญและลูกบอลแฟนซีกัน

ก่อนอื่นขอแนะนำส่วนผสมสักหน่อย ซึ่งก็เป็นของน่ารักกระจุ๊กกระจิ๊กทั้งนั้น ได้แก่ เค้กรสชาติที่เราชื่นชอบ สีผสมอาหารที่นำมาผสมกับช็อกโกแลต ท๊อปปิ้งตกแต่งรูปต่าง ๆ น้ำตาลปั้น น้ำตาลผสมสี ไม้เสียบ และอุปกรณ์ปั้นน้ำตาล

เริ่มที่การทำกล่องของขวัญ ขั้นตอนแรกทั้งสองสาวต้องปั้นเนื้อเค้กให้เป็นรูปเหลี่ยมก่อน ซึ่งต้องบอกว่าปั้นยากพอสมควรเหมือนกัน เนื่องจากเนื้อเค้กร่วนออกมาตลอด แต่ทั้งเนยและป๊อปปี้ก็ไม่ย่อท้อ ตั้งใจปั้นจนได้เป็นรูปทรงที่พอใจ หลังจากนั้นก็ถึงขั้นตอนชุบลงในช็อกโกแลตสี ซึ่งถ้าขั้นตอนแรกยากแล้ว ขั้นตอนนี้คงยากยิ่งกว่า เพราะต้องอาศัยความรวดเร็วในการชุบ มิฉะนั้นช็อกโกแลตก็จะแห้งแข็งกลายเป็นก้อน ซึ่งรอบแรกสาวเนยไม่รู้ถึงเทคนิคนี้ เลยได้กล่องของขวัญที่ค่อนข้างจะเละไปสักหน่อย แต่เจ้าตัวก็ไม่ท้อ ลองใหม่อีกครั้ง ซึ่งคราวนี้ก็ได้กล่องที่สวยถูกใจ ด้านฝ่ายสาวป๊อปปี้ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะเหมือนมีพรสวรรค์ด้านนี้โดยเฉพาะ เจ้าตัวเลยชุบสีออกมาได้เรียบเนียนจริง ๆ เสร็จแล้วนำไม้มาเสียบแล้วพักไว้ก่อน

หลังจากนั้นก็ถึงขั้นตอนการทำโบติดกล่องของขวัญ งานนี้ต้องใช้น้ำตาลปั้นมารีดให้เป็นแผ่นบาง ๆ จากนั้นก็ต้องค่อย ๆ ตัดออกมาให้เป็นเส้นคล้ายริบบิ้น ทั้งสองสาวก็ขะมักเขม้นในการตัดมาก ๆ เพราะต้องระวังไม่ให้ขาด จากนั้นก็นำโบที่ได้มาพันรอบกล่องของขวัญที่ทำไว้ โดยใช้ช็อกโกแลตขาวเป็นเสมือนกาว ซึ่งก็ผ่านฉลุยทั้งสองคน ได้ของขวัญที่สวยงาม น่ากินอย่างที่ตั้งใจ

แต่งานนี้ดูเหมือนทั้งเนยและป๊อปปี้จะติดลมบนซะแล้ว เพราะทั้งคู่ขอลองทำอีกอันนึง ซึ่งคราวนี้เลือกทำเป็นลูกบอลแฟนซี ที่ดูแล้วน่าจะง่ายกว่าอันแรก เพราะแค่ปั้นเค้กเป็นก้อนกลม ชุบสี แต่คราวนี้ความสนุกจะอยู่ตรงที่การตกแต่งลูกบอลให้สวยงามตามจินตนาการ ซึ่งทั้งสองสาวก็ทำอย่างคล่องแคล่วกันมากขึ้น ดังนั้นทั้งเนยและป๊อปปี้เลยใช้เวลาไม่นานก็ได้ “เค้ก ป๊อป” ออกมาอีกคนละหนึ่งอัน

สาวเนย เปิดใจให้ฟังว่า “วันนี้สนุกมากเลยค่ะ เราเคยเห็นแต่ยังไม่เคยทำ พอมาทำก็รู้สึกว่าของจริงยากมาก ต้องใช้ความประณีตและใจเย็นมากค่ะ ถามว่าขั้นตอนไหนยากที่สุดสำหรับเนย เนยว่าเป็นตอนที่เอาช็อกโกแลตมาชุบเค้ก เพราะหนูก็พังไปอันนึงแล้ว (หัวเราะ) เลยรู้ว่าขั้นตอนนี้ต้องเร็วมากค่ะ คือตอนแรกอยากทำรูปไมค์นะ แต่พอเริ่มปั้นก็รู้ว่าทำไม่ได้แน่ค่ะ เลยพักไว้ก่อน ซึ่งงานนี้ก็ถือว่าเป็นความแปลกใหม่และสามารถสร้างไอเดียที่ดีค่ะ”
  
ด้าน ป๊อปปี้ เสริมว่า “ตื่นเต้นมากค่ะ เพราะปั้นดินน้ำมันเล่นที่บ้านยังปั้นเป็นรูปไม่ได้เลย (ยิ้ม) พอมาปั้นเป็นของกินน่ารักก็เลยยิ่งยากค่ะ ซึ่งป๊อปปี้ว่ามันยากทุกขั้นตอนเลยนะ เพราะมันต้องใช้สมาธิมากเลย ก็ถือว่าเป็นการฝึกสมาธิของเราด้วยค่ะ”.
อ้อมเอลฟ์

"ณเดชน์" ปัดควง "ญาญ่า" ผูกดวงโต้ฟันค่าตัวโฆษณาปีนี้ 80 ล้าน


แฟนคลับยังไม่เลิกลุ้นตั้งแต่จับคู่กันดังในละคร สำหรับพระเอกหนุ่ม ณเดชน์ คูกิมิยะ กับนางเอกสาว ญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์  ยิ่งตอนนี้ละคร “ธรณีนี่นี้ใครครอง” ออนแอร์แล้วเคมียังโดนใจคนดูยิ่งเชียร์ให้เป็นแฟนกัน ไหนจะมีคนตาดีเห็นหนุ่มณเดชน์ควง ญาญ่า ไปผูกดวงคู่รักที่วัดท่าไม้ จ.สมุทรสาคร ล่าสุดเจอตัวหนุ่มณเดชน์ในงานแถลงข่าว “ทรูมูฟ เอช ชวนคนไทยทั้งประเทศเปลี่ยนเป็น 3 จีพลัส โทรฯชัด เน็ตแรงทั่วไทย” ที่เซ็นทรัลเวิลด์ เลยต้องถามถึงเรื่องนี้ พร้อมเรื่องข่าวว่าปีนี้ฟันค่าโฆษณาไปถึง 80 ล้านบาท เจ้าตัวเลยชี้แจงทุกเรื่องให้ฟัง

ณเดชน์ เผยว่า “จริง ๆ ผมเคยไปวัดท่าไม้กับน้องญาญ่า แต่ไม่ได้นัดกันไปเพื่อผูกดวง ตอนนั้นที่ไปก็มีพี่ป๋อพี่เอ๋ไป เราก็นัดกันไปนมัสการพระอาจารย์ครับ ผมเองก็ทำงานหนักพอว่างก็ไปกับคุณแม่ และไปกับญาญ่าและคุณแม่ของญาญ่าด้วยครับ ไม่ได้ไปทำพิธีผูกดวงครับ” มีความเชื่อเรื่องการผูกดวงหรือเปล่า? “ไม่ค่อยนะครับ ไม่ค่อยเชื่อเรื่องพรหมลิขิตเท่าไหร่” ตอนไปไปด้วยกันหรือว่าแยกกันไป? “จริง ๆ แล้วเราไม่ได้ทำอะไรเสียหาย เราเป็นเพื่อนกันไปด้วยกันก็ไม่เสียหายครับ มีผู้ใหญ่ไปด้วย และเราก็ไม่ได้ไปทำอะไรเสียหายที่วัดครับ เราไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไปเข้าวัดทำบุญครับ” รู้สึกยังไงบ้างที่มีคนเชียร์อยากให้ผูกดวงกัน? “ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ ตอนนี้ก็เป็นพี่น้องกันครับ ยังไม่ได้คิดถึงเรื่องอนาคตอะไร ผมว่าบางคนก็รู้สึกอิน บางคนก็เฉย ๆ บางคนก็บอกว่าเล่นกันน่ารักดี เข้ากันได้ดี ตรงนี้ผมว่าแล้วแต่ความคิดของแต่ละคนมากกว่าครับ” มีคนเชียร์เยอะ ๆ แบบนี้มีเผลอใจบ้างมั้ย? “น้องเขาก็น่ารักดี แต่คงไม่จีบหรอก ผมถือว่าเป็นน้องที่น่ารักคนหนึ่งครับ” แต่ก็มีข่าวว่าตอนนี้กำลังคุยกับสาวนอกวงการอยู่? “ไม่มีครับ มีแต่เพื่อน ๆ กันคุยกันครับ แต่ไม่ได้จีบ และที่มีข่าวว่ามีสาว ๆ มาขอเบอร์ผม ไม่มีใครกล้าเข้ามาหาผม (หัวเราะ) เขาก็คงเกร็งและผมก็คงเกร็งไม่รู้จะทำตัวอย่างไร ตอนนี้โสดครับ ขอเรียนจบก่อนครับ อีก 2 ปี ตอนนี้ปี 3 แล้วครับ” กลัวเรตติ้งตกหรือเปล่า? “ไม่เกี่ยวครับ มันอยู่ที่หลาย ๆ อย่างด้วย เรื่องของเวลาและคนอื่นที่มองเราด้วย รออีกสักพักพร้อมเมื่อไหร่จะบอกครับ ที่ไม่มีแฟนพี่เอ-ศุภชัย ไม่ได้สั่งห้ามครับ พี่เอบอกว่าเราทำงานมาเหนื่อยแล้วความรักแบบเพื่อนหรือแฟนบางทีมันก็จำเป็น มันเป็นการช่วยพูดให้กำลังใจกัน แต่ตอนนี้ถามว่าจะคบใครแบบจริงจัง คงยังครับ ผมเป็นคนค่อนข้างสันโดษเหมือนกันครับ ในบางครั้งเราทำงานเสร็จแล้วก็อยากอยู่คนเดียวบ้าง อีก 2 ปีเรียนจบค่อยว่ากันใหม่ ส่วนกับญาญ่าจะมีพัฒนาหรือเปล่าไม่รู้เหมือนกันเรื่องของเวลาครับ”

ดูเหมือนปีนี้งานโฆษณาเยอะอีกแล้ว? “ก็ไม่ค่อยเยอะนะครับ เป็นสินค้าเดิม ๆ ที่ต่อสัญญาครับ” โดนจัดอันดับให้เป็นนักแสดงชายที่มีรายได้สูงสุด 70-80 ล้านบาท? “โห ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ ไม่ถึงจำนวนนี้แน่นอนครับ ถามสรรพากรได้เลย ผมรู้สึกเฉย ๆ กับข่าวนี้นะครับ ก็อยากได้ขนาดนั้นครับ (หัวเราะ) จะเห็นว่าผมทำงานหนัก แต่รายได้ไม่เยอะขนาดนั้นครับ ถือเป็นโชคดีของผมเป็นโอกาสที่ดีมาก ๆ ที่ยังทำงานได้อยู่ ต้องขอบคุณลูกค้าและเอเจนซี่ทุกคนที่ให้โอกาสเราครับ”.

อุทธรณ์ยืนปรับหนุ่มเก็บขยะ2แสน ตั้งแผงขายซีดี


ที่ห้องพิจารณา 915 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก วันนี้( 10 ก.ค.)  ศาลอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีดำ อ.3060/52 ที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายสุรัตน์ มณีนพรัตน์สุดา อายุ  26  ปี ลูกจ้างประจำงานเก็บขยะมูลฝอย  เขตสะพานสูง  กทม.เป็นจำเลยในความผิดฐานมีแผ่นซีดีเพลง,ภาพยนตร์เพื่อเสนอจำหน่ายโดยไม่ ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวิดีทัศน์ พ.ศ.2551  มาตรา 38 วรรค 1
กรณีเมื่อวันที่ 16 ธ.ค.2551 จำเลยตั้งแผงจำหน่ายซีดีเพลง 13 แผ่น  แผ่นวีซีดีภาพยนตร์ 83 แผ่น มีลูกค้า 2 คนกำลังดูสินค้าอยู่  เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.หัวหมาก มาขอตรวจดูใบอนุญาตจำหน่ายซีดี ตามพ.ร.บ.ภาพยนตร์ฯ แต่จำเลยไม่มี เจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงควบคุมตัวดำเนินคดี จำเลยรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาปรับ เงินจำนวน  2 แสนบาท และลดอัตราส่วนโทษให้ คงปรับจำเลย 133,400 บาท  หากไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนไม่เกิน 1 ปี
ต่อมากรมคุ้มครองสิทธิ์ กระทรวงยุติธรรม ได้ช่วยเหลือประกันตัวระหว่างอุทธรณ์คดี  โดยจำเลยยื่นอุทธรณ์  อ้างว่า  พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551   ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เรื่องความเสมอภาค
ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่า จำเลยไม่เคยยกมาตราใดตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์ฯ  ขัดต่อรัฐธรรมนูญ อย่างไร  ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลสืบพยานเกี่ยวกับของกลางในคดีตามบันทึกจับกุม ว่า เป็นของกลางที่ตรงกับของจำเลยหรือไม่นั้น เห็นว่า คดีนี้มีการต่อสู้และศาลชั้นต้นได้มีคำวินิจฉัย ซึ่งตามบันทึกจับกุม จำเลยได้ลงลายมือชื่อรับไว้  และภายหลังจับกุม จำเลยได้ให้บุคคลใกล้ชิดตรวจดูของกลางก็มีการเซ็นชื่อรับไว้เช่นกัน ขณะที่ ในการสืบพยานจำเลยก็ไม่ได้นำพยานซึ่งเป็นบุคคลใกล้ชิดมาเบิกความต่อสู้ ประเด็นดังกล่าว  ศาลเชื่อว่าของกลางตามบันทึกจับกุมเป็นของจำเลยจริง ศาลอุทธรณ์จึงไม่วินิจฉัยเพื่อสืบพยานใหม่ 
สำหรับที่จำเลยอุทธรณ์ต่อสู้ว่า ไม่ใช่ผู้ประกอบการ ตามความหมายของพ.ร.บ.ภาพยนตร์ ฯ แต่เป็นเพียงผู้เสนอขาย จึงไม่ต้องรับโทษตามมาตรา38 วรรค1 นั้น ศาลเห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า สภาพของกลางแผ่นซีดีเพลง วีซีดีภาพยนตร์ มีแผ่นปกระบุรายละเอียดชื่อภาพยนตร์ ชื่อนักแสดงไว้ชัดเจน และแผ่นพลาสติกใสห่อหุ้มแผ่นซีดี และวีซีดีในสภาพเรียบร้อย ไม่น่าเชื่อว่าเป็นแผ่นซีดีที่เก็บได้จากกองขยะ แต่เป็นแผ่นที่ได้มาจากแหล่งผลิตแล้วจำเลยนำมาวางจำหน่าย ซึ่งตามบันทึกการจับกุมก็มีการทดลองเปิดแผ่นดู พบว่าสามารถรับชมรับฟังได้  แม้จะวางปนเปกับสินค้าอื่นๆ แต่ก็ฟังได้ว่าเป็นจำเลยเป็นผู้จำหน่าย ผู้ประกอบการ ตามความหมายในมาตรา38วรรค1 ที่จำเลยต่อสู้ว่าโทษปรับสูงเกินไป เห็นว่า มาตรา 79 ของกฎหมายนี้ มีโทษปรับตั้งแต่ 2 แสนบาท ถึง1ล้านบาท โดยศาลชั้นต้นลงโทษปรับ 2 แสนบาท และลดอัตราส่วนโทษให้ก็นับว่าลงโทษสถานเบาที่สุดแล้ว ศาลอุทธรณ์ไม่อาจลงโทษเป็นอย่างอื่นได้ อุทธรณ์จำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังฟังคำพิพากษา นายสุรัตน์ถูกเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์สวมกุญแจมือ จนนางส้มโอภรรยาต้องเบือนหน้า ส่วนลูกสาวคนโตก็ได้แต่กอดน้องคนเล็กไว้แล้วบอกว่าจะไปรอพ่อข้างล่าง(ห้อง ควบคุมตัว)
ด้านนางส้มโอ  มณีนพรัตน์สุดา ภรรยา กล่าวว่า ทุกวันนี้สามีเป็นคนหาเลี้ยงครอบครัว เงินเดือน 9,900 บาทไม่พอใช้จ่าย  ตนเองก็ถักสร้อยขาย อยากให้หน่วยงานราชการมาช่วย เพราะชาตินี้ ตนไม่เคยจับเงินแสน ไม่รู้จะหาเงินจากไหน  กระทรวงยุติธรรมได้ช่วยเหลือประกันตัวให้เฉพาะศาลชั้นต้น แต่ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าจะหาเงินที่ไหนประกันตัวสามีเลย.

Twitter Delicious Facebook Digg Stumbleupon Favorites More

 
Design Downloaded from Free Blogger Templates Download | free website templates downloads | Vector Graphics | Web Design Resources Download.