พล.อ.ยุทธศักดิ์ กล่าวอีกว่า เมื่อมีการอนุมัติโครงสร้างนี้แล้ว จะเริ่มปฏิบัติงานได้ทันที โดยใช้พื้นที่ของตึกสมช. ทั้งนี้ยังไม่มีการกำหนดตัวบุคคลมาทำหน้าที่เลขานุการศูนย์นี้ แต่รองเลขานุการ มี 3 คนจาก สมช. กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ส่วนการรวมข่าวและติดตามสถานการณ์นั้น เจ้าหน้าที่จากศูนย์ปฏิบัติการของกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และตำรวจ จะมาทำงานร่วมกันที่สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ(สขช.) เพื่อทำหน้าที่ติดตามสถานการณ์แบบวันต่อวัน ตลอด 24 ชั่วโมง แล้วส่งข่าวมารวมกันเพื่อให้ทุกคนได้รับทราบข้อมูล และหน่วยงานปฏิบัติสามารถนำข่าวตรงนี้ไปใช้ในการแก้ปัญหานี้ได้ง่ายขึ้น
ทั้งนี้เชื่อว่าภายใน 1-2 เดือนนี้ จะเห็นผลความรุนแรงจะค่อย ๆ ลดลง และเห็นภาพของปัญหาที่ชัดขึ้น ขณะเดียวกันในช่วงเวลาเดียวนี้จะมีการปรับตัวบุคลากรในการทำงาน โดยให้อิสระในการคัดเลือกทีมงานแล้ว เช่น ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีสิทธิ์เลือกผู้ใต้บังคับบัญชามาทำงาน ขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะเลือกนายอำเภอ รวมถึงให้อำนาจแก่แม่ทัพภาคที่ 4 เลือกคนทำงานเช่นกัน และถ้าคัดเลือกมาแล้ว แต่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ผู้บังคับบัญชาจะถูกพิจารณาเป็นคนแรก
ส่วนเหตุคาร์บอมบ์ที่ลานจอดรถหน้าสำนักงานเทศบาลตำบลปะนาเระ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 16 ส.ค.ที่ผ่านมานั้น รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีขอให้ตนลงไปทำงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง อีกทั้งยังแสดงความห่วงใยเรื่องนี้ และสอบถามถึงจุดอ่อนที่ต้องได้รับการแก้ไข ทั้งนี้ ผู้ก่อเหตุวางระเบิดในช่วงที่ไม่มีการสูญเสีย เพราะเขาไม่ต้องการให้มีการเสียชีวิต เนื่องจากมีญาติพี่น้องของเขาทำงานอยู่ในพื้นที่เกิดเหตุ อย่างไรก็ตาม ได้โทรศัพท์พูดคุยกับพล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 ถึงสิ่งที่ต้องทำเพิ่มเติม ตลอดจนการย้ำเตือนให้พูดคุยกับกำลังตำรวจและเจ้าหน้าที่พลเรือนในพื้นที่ว่าต้องมีการตรวจตราเข้มงวดมากขึ้น เพราะรถที่ถูกใช้ทำระเบิดครั้งนี้เป็นรถที่เรากำลังตามหาถูกปล้นมาจากจ.ยะลา และป้ายทะเบียนติดอยู่ด้านหน้ากับด้านหลังรถเป็นคนละป้าย







