ซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ รามคำแหง บางกะปิ 083-792-5426
Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.
This is default featured post 2 title
Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.
This is default featured post 3 title
Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.
This is default featured post 4 title
Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.
This is default featured post 5 title
Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.
ซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ รามตำแหง บางกะปิ 083-792-5426
วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
เมสซีลงสำรองยิง2ตุงพาบาร์ซาเชือดเบติส
“เมสซี” ลงสนามเป็นตัวสำรอง ก่อนยิง 2 ตุงพา “บาร์ซา” พลิกกลับมาชนะ “เบติส” 4-2 ขอชนะอีกแค่นัดเดียวก็จะคว้าแชมป์แน่นอนแล้ว
ศึกฟุตบอล ลา ลีกา สเปน เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 พ.ค. ที่ผ่านมา บาร์เซโลนา ทีมจ่าฝูง เปิดสนาม คัมป์ นู รับการมาเยือนของ รีล เบติส โดยเกมนี้ ทีมเยือนช็อกแฟนเจ้าถิ่น ขึ้นนำก่อนตั้งแต่นาทีที่ 2 จากฝีเท้าของ ดอร์ลัน ปาบอน แต่ บาร์ซา ทวงคืนได้เร็ว โดยเป็น อเล็กซิส ซานเชซ โหม่งให้ทีมตีเสมอเป็น 1-1 ในนาทีที่ 9 ถึงนาทีที่ 43 เบติส ขยับขึ้นนำอีกครั้งเป็น 2-1 จากการยิงไกลของ รูเบน เปเรซ ก่อนจบครึ่งแรกด้วยสกอร์นี้
เข้าสู่ครึ่งหลัง ดาวิด บีญา มายิงให้ บาร์ซา ตีเสมอเป็น 2-2 ในนาทีที่ 56 หลังจากนั้น เจ้าตัวโดนเปลี่ยนตัวออกให้ ลีโอเนล เมสซี ลงมาเล่นแทน และหลังจากอยู่ในสนามได้แค่ 4 นาที ยอดดาวยิงทีมชาติอาร์เจนตินา ก็แผลงฤทธิ์ปั่นฟรีคิกเสียบสามเหลี่ยมให้ทีมแซงนำ 3-2 ในนาทีที่ 60 ก่อนที่ เมสซี จะยิงประตูที่ 2 ของตัวเองในนาทีที่ 71 เป็นประตูย้ำชัยให้ บาร์เซโลนา เปิดรังชนะไป 4-2 เก็บเพิ่มเป็น 88 แต้มจาก 34 นัด ต้องการชัยชนะอีกแค่เกมเดียวก็จะคว้าแชมป์ไปครองได้อย่างแน่นอน ส่วน เบติส เตะ 34 นัดมี 49 คะแนน อยู่อันดับ 7 ของตาราง
ส่วนอีกคู่ เซบีญา เปิดรัง รามอน ซานเชซ ปิซฆวน รับมือ เอสปันญอล ผลปรากฏว่าเจ้าถิ่นเอาชนะไปสบาย ๆ 3-0 โดยได้ประตูจากการทำเข้าประตูตัวเองของ โจน คัปเดบีลา กองหลังทีมเยือน ในนาทีที่ 11 ส่วนอีก 2 ลูกเป็นผลงานของ โกเก ในนาทีที่ 19 และ อัลบาโร เนเกรโด ในนาทีที่ 23 เซบีญา มีเพิ่มเป็น 46 แต้มจาก 34 นัด อยู่ที่ 8 ส่วน เอสปันญอล เตะเท่ากัน มี 43 คะแนน รั้งอันดับ 11 ของตาราง
วัดใจ 'ปู' ปลดผู้ว่าการแบงก์ชาติ หลังพิษดอกเบี้ย...รุมขย่มเก้าอี้
เก้าอี้ผู้ว่าการแบงก์ชาติหรือธนาคารแห่งประเทศไทย... เริ่มสั่นคลอนอีกระลอก หลังจากที่ ’ดร.โกร่ง วีรพงษ์ รามางกูร“ ประธานบอร์ดแบงก์ชาติ ออกมาระบายความในใจผ่านสื่อจนกลายเป็นข่าวใหญ่โต
เก้าอี้ผู้ว่าการแบงก์ชาติหรือธนาคารแห่งประเทศไทย... เริ่มสั่นคลอนอีกระลอก หลังจากที่ ’ดร.โกร่ง วีรพงษ์ รามางกูร“ ประธานบอร์ดแบงก์ชาติ ออกมาระบายความในใจผ่านสื่อทุกประเภทเมื่อวันที่ 2 พ.ค.ที่ผ่านมา จนกลายเป็นข่าวใหญ่โต และเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของสังคมไทยไม่แพ้กระแสการเมืองที่กำลังร้อนแรง
แม้ว่าการระบายความในใจครั้งนี้ของ “ดร.โกร่ง” จะไม่ใช่ครั้งแรก แต่ถือว่ารุนแรง ชนิดที่ว่าทำให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยต้องตกฮวบไปทันทีถึง 8 จุดหรือลดลง 0.54% เพราะตลาดคาดการณ์กันว่า การเปิดใจของ ดร.โกร่ง จะทำให้เก้าอี้ผู้ว่าการแบงก์ชาติ สะเทือน!
เหตุผลสำคัญ…ก็เพราะเห็นว่าเวลานี้ความคิดเห็นของ “กิตติรัตน์ ณ ระนอง” รองนายกฯและรมว.คลัง กับ “ประสาร ไตรรัตน์วรกุล” ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ในการแก้ไขปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่านั้นกำลังมีความเห็นที่ขัดแย้งกัน ต่างฝ่ายต่างโยนความเห็นโยนความรับผิดชอบกันไปมา สุดท้ายทำให้เกิดความเสียหายกับประเทศ
ที่สำคัญยังมีการชี้ให้เห็นด้วยว่า หากแบงก์ชาติยังต่อสู้กับเงินร้อนที่ไหลเข้ามาในเวลานี้ไม่พ้นสิ้นปี แบงก์ชาติต้องขาดทุนมากกว่า 1 ล้านล้านบาทแน่นอน เพราะแค่เพียงเวลานี้ ได้ขาดทุนเพิ่มไปแล้วเกือบ 8 แสนล้านบาท จากที่เมื่อสิ้นปี 2555 ที่ประสบปัญหาขาดทุนไปแล้วกว่า 5.3 แสนล้านบาท
หากผู้ว่าการแบงก์ชาติ ไม่ยอมตัดสินใจลดดอกเบี้ยเพื่อหยุดยั้ง “เงินร้อน” ที่ไหลเข้ามากินส่วนต่างของดอกเบี้ยของไทย รับรองได้อนาคตต้องซ้ำรอย “วิกฤติต้มยำกุ้ง” ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2540 แน่นอน เนื่องจากเวลานี้แบงก์ชาติได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยในประเทศสูงกว่าดอกเบี้ยนอกประเทศ โดยดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ระดับ 2.75%
เมื่อมีเงินทุนไหลเข้ามาเก็งกำไรมาก ค่าเงินบาทก็แข็งค่า เมื่อเงินบาทแข็งค่า แบงก์ชาติก็ตกใจ ต้องรีบนำเงินบาทออกมาซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐ เพื่อแทรกแซงค่าเงิน ล่าสุดแบงก์ชาติได้รายงานฐานะเงินทุนสำรองประเทศ ณ วันที่ 26 เม.ย. 2556 อยู่ที่ระดับ 1.778 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5.213 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 29,600 ล้านบาท หากคิดอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบันที่ระดับ 29.60 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ในสัปดาห์ก่อนหน้าเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ อยู่ที่ระดับ 1.768 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5.073 ล้านล้านบาท
ส่วนฐานะซื้อเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าสุทธิ อยู่ที่ระดับ 2.33 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากสัปดาห์ก่อนหน้าอยู่ที่ 2.35 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ทุนสำรองระหว่างประเทศสุทธิ ซึ่งรวมทุนสำรองฯในปัจจุบันและล่วงหน้าสุทธิแล้วอยู่ที่ระดับ 2.011 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
แต่การที่แบงก์ชาติเข้าแทรกแซงค่าเงินบาท ยิ่งทำให้ขาดทุนมากขึ้น ขณะเดียวกันเมื่อนำเงินบาทออกมาใส่ระบบมากขึ้น ก็ต้องออกพันธบัตรมาดูดซับสภาพคล่องที่ล้นตลาดกลับไป
ปัญหามีอยู่ว่า..พันธบัตรที่ออกมามีอัตราดอกเบี้ยในระดับใกล้เคียงกันกับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ตราบใดยังไม่ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง ธปท.ต้องมีต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายสูง และหยุดการไหลเข้าของเงินทุนที่หลั่งไหลเข้ามาเก็งกำไรไม่ได้ ส่วนเงินดอลลาร์ที่ซื้อเข้าไปเก็บ ถูกเอาไปลงทุนในอัตราผลตอบแทนต่ำ คือ ได้ดอกเบี้ยรับมาเพียง 1% หรือต่ำกว่านั้นคือ 0-0.25% แต่ภาระของดอกเบี้ยจ่ายนั้นกลับมีจำนวนมาก
ในเมื่อแบงก์ชาติต้องแบกภาระหนักเช่นนี้ แต่ยังเฉยเมยกับการ “ลดดอกเบี้ย” ตามที่ฝ่ายการเมืองและเอกชน เรียกร้อง ดร.โกร่ง เลยฟันธงให้เห็นชัด ๆ ว่าไม่ทันถึงสิ้นปี 2556 แบงก์ชาติจะขาดทุนนับล้านล้านบาททีเดียวขณะที่ในปี 2540 ที่เกิดวิกฤติต้มยำกุ้งแบงก์ชาติก็เจ๊งกับการเข้าไปแทรกแซงค่าเงินกว่า 1.4 ล้านล้านบาท ที่จนถึงป่านนี้ยังใช้หนี้ใช้สินไม่หมด
ที่สำคัญนอกจากจะหยิบยกสารพัดเหตุผลมาอรรถาธิบายเพื่อให้แบงก์ชาติลดดอกเบี้ยลงแล้ว ยังชี้ให้เห็นถึงคุณสมบัติของคณะกรรมการนโยบายการเงินหรือกนง. อย่างชัดถ้อยชัดคำ ด้วยว่า กนง.มาจากไหนก็ไม่ทราบ ไม่มีใครที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจมหภาคเลยซักคน แต่กลับมีอำนาจมหาศาล ใครพูดติติงอะไรก็ไม่มีผล หากสถานการณ์เป็นไปอย่างนี้ ก็เห็นว่าจะเกิดความเสียหายใหญ่หลวงกับประเทศชาติและประชาชน ซึ่งตอนนี้ภาคการส่งออกก็เริ่มได้รับผลกระทบกันแล้ว
เชื่อได้ว่า...จนถึงเวลานี้ กนง.ทั้ง 7 คน คงเกิดอาการนั่งไม่ติด ไม่ว่าจะเป็นตัวของผู้ว่าการแบงก์ชาติที่เป็นประธานกนง.โดยตำแหน่ง หรือรองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน หรือรองผู้ว่าการ ด้านบริหาร หรือแม้แต่ผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นบอร์ด กนง.อีก 4 คนอย่าง “อำพน กิตติอำพน” เลขาธิการคณะรัฐมนตรี, “ศิริ การเจริญดี” อดีตผู้ช่วยผู้ว่าการแบงก์ชาติ,“ณรงค์ชัย อัครเศรณี” อดีตรมว.พาณิชย์ หรือ “อัศวิน คงสิริ” อดีตกรรมการธนาคารกรุงไทยและอีกหลายบริษัท
นอกจากนี้ยังได้บอกผ่านไปถึงนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้เข้ามาเป็นตัวกลางเพราะเป็นผู้มีอำนาจว่าจะตัดสินใจในเรื่องนี้อย่างไร โดยเฉพาะ “เก้าอี้” ของผู้ว่าการแบงก์ชาติ ซึ่งถือว่าเป็นการชี้ช่องหรือโยนให้นายกฯ เป็นผู้ตัดสินโดยใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ตามกฎหมายของแบงก์ชาติ
ความเห็นที่ไม่ลงรอยกันระหว่าง “ขุนคลัง” กับ ผู้ว่าการแบงก์ชาติ จนนำไปสู่กระแสข่าวหรือการปลดผู้ว่าการแบงก์ชาติ ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก หรือเกิดขึ้นเป็นคู่แรก เพราะทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมามีลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นมาตลอดทุกรัฐบาลตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
ครั้งล่าสุดก็เคยเกิดขึ้นในสมัยของอดีตรัฐบาล “ทักษิณ 1” ที่เคยปลด หม่อมเต่า-ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล มาแล้วด้วยเหตุผลที่ว่าไม่ยอมลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะแต่ละคนแต่ละฝ่ายต่างมีหลักการทำงานที่ต่างกัน แม้มีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ “พัฒนาประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน” ก็ตาม โดยที่รัฐบาลต้องการจะพัฒนาให้ประเทศเติบโตในทุกด้าน ขณะที่แบงก์ชาติก็ต้องกำกับดูแลเสถียรภาพการเงินของประเทศให้เอื้อต่อการเติบโตของเศรษฐกิจแบบยั่งยืน
หากย้อนหลังกลับไปดูความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างรัฐบาลกับแบงก์ชาติ ก็เริ่มต้นมาตั้งแต่รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศและมีแนวคิดจะนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไปตั้งกองทุนหาผลกำไร แต่ก็ถูกขวางไว้โดยผู้ว่าการแบงก์ชาติ จนสุดท้ายต้องส่ง ดร.โกร่ง เข้าไปเป็นประธานบอร์ดแบงก์ชาติ
หรือจะเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องการโยกหนี้เงินต้นกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน 1.1 ล้านล้านบาทไปไว้กับแบงก์ชาติ เพื่อลดภาระหนี้สาธารณะและลดงบประมาณชำระหนี้ แต่ก็ถูกค้านสุดตัว ซึ่งทำให้รัฐบาลไม่พอใจมาก หรือแม้แต่การที่แบงก์ชาติออกมาวิพากษ์วิจารณ์นโยบายประชานิยมอย่างออกนอกหน้าในหลาย ๆ ครั้ง
อย่างไรก็ตามในท้ายที่สุดแล้วนายกฯ ยิ่งลักษณ์ และ ครม.จะกล้าฟันธงปลด “ประสาร” ออกจากตำแหน่งตามที่ใครหลายคนต้องการหรือไม่! คงไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้โดยง่ายเหมือนที่ผ่านมาอีกที่จะใช้เหตุผล “เพื่อความเหมาะสม” เพราะตามตัวบทกฎหมายของแบงก์ชาติในปัจจุบันได้มีข้อกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า การปลดผู้ว่าการแบงก์ชาติออกจากตำแหน่งนั้นต้องมีเหตุผลที่ชี้ชัดว่า มีการกระทำผิดสร้างความเสียหายหรือทุจริตจนเกิดความเสียหายกับแบงก์ชาติอย่างชัดแจ้งเท่านั้น
บนความขัดแย้งในเรื่องของการดำเนินนโยบายในครั้งนี้ คงกลายเป็นมหากาพย์เรื่องยาว…ที่ทุกคนต้องจับตาดูกันต่อไปว่าสุดท้ายแล้ว รัฐบาลของน.ส.ยิ่งลักษณ์ จะตัดสินใจอย่างไร? และใครกันแน่…ที่จะเป็นผู้สั่งให้ปลดหรือไม่ปลดผู้ว่าการแบงก์ชาติคนนี้!!.
ขาดความเป็นอิสระแน่
“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และผู้นำฝ่ายค้าน บอกว่า การตั้งเป้าหมายจะปลดผู้ว่าการแบงก์ชาติออกจากตำแหน่ง จะไม่เป็นผลดี เพราะจะทำให้เกิดการตั้งคำถามต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลาง ทั้งนี้ปัญหาค่าเงินบาทแข็ง เงินไหลเข้า และการลดดอกเบี้ยนโยบาย มีประเด็นที่ต้องพูดคุยกันภายใน และผู้ว่าการแบงก์ชาติก็เป็นเพียงหนึ่งในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เท่านั้น
ต้องยอมรับว่าเป็นธรรมดาของฝ่ายการเมืองที่ไม่คำนึงถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและวินัยทางการเงินการคลัง จึงต้องการได้ผู้ว่าการ ธปท.ที่ยอมปล่อยเรื่องการใช้จ่ายเงิน แต่ถ้าธนาคารกลางมีผู้บริหารที่ยอมให้การเมืองแทรกแซงได้ ก็จะไม่เป็นผลดี เพราะกระทบต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ
แนะอย่ามองแค่ดอกเบี้ย
“สมภพ มานะรังสรรค์” อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ มองว่า เวลานี้หลายฝ่ายต่างออกมาแนะนำให้ปรับลดดอกเบี้ยเพราะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ แต่เมื่อลดไปแล้ว อยากให้ดูด้วยว่าเมื่อถึงเวลานั้นจะมีคนที่เข้ามาฝากเงินในสถาบันการเงินหรือไม่...สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่หลายคนไม่ได้นึกถึง รวมถึงเงินออมที่อยู่ในสถาบันการเงินก็ถือเป็นเงินที่จะนำมาใช้ในโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาล หากไม่มีเงินคงทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจแน่นอน ซึ่งทุกฝ่ายต้องคิดให้รอบคอบว่าเมื่อลดดอกเบี้ยไปแล้วจะส่งผลกระทบอย่างไร แค่ไหน ช่วยคนได้กี่กลุ่ม และประเทศยังพึ่งพาการส่งออกอีกต่อไปอีกหรือเปล่า ซึ่งถ้าใช้แนวทางการลดดอกเบี้ยลงเพื่อแก้ปัญหาให้ได้คงต้องลดลงถึง 1-1.5% ให้ใกล้เคียงกับประเทศคู่ค้าใหญ่ที่สำคัญ ทั้งหมดต้องคิดคำนึงให้รอบคอบเพื่อให้ประเทศชาติได้ประโยชน์มากที่สุด
ชี้ใช้มาตรการอื่นแทน
“ไพบูลย์ นลินทรางกูร” ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย บอกว่า มาตรการดอกเบี้ยในเวลานี้ยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้ สามารถเก็บก่อนได้ เพราะมีวิธีอื่นที่เชื่อว่าแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดมากกว่า โดยเฉพาะการห้ามไม่ให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีอายุไม่ถึง 6 เดือน ซึ่งเอกชนไม่เห็นด้วยหากรัฐบาลจะออกมาตรการใด ๆ ที่ออกมาแล้วส่งผลกระทบกับความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจ ตลาดหุ้น และการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาว เพราะไทยยังต้องการเงินระยะยาวเพื่อนำมาลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ
ทั้งนี้ยังมองว่าสถานการณ์การไหลเข้าของเงินทุนต่างประเทศยังมีอยู่ต่อเนื่องอีกหลายปี และไทยไม่สามารถหลีกเลี่ยงสถานการณ์เช่นนี้ได้ เพราะหลายประเทศตะวันตกได้พยายามแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของตัวเองด้วยการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ ยุโรป หรือญี่ปุ่น ก็ต่างเพิ่มปริมาณเงินในระบบทั้งนั้น
ทีมเศรษฐกิจ
วันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
"ร็อกซี่ แม็กซิม"โผล่พบตำรวจปัดติดยา
"ร็อกซี่ แม็กซิม"โผล่พบตำรวจปัดติดยา
"ร็อกซี่ แม็กซิม" โผล่พบตำรวจปัดติดยา รับเคยเสพแต่เลิกมานานกว่า 6 ปีแล้ว หิ้วส่งโรงพยาบาลตรวจหาสารเสพติด เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 4 พ.ค. ที่ห้องชิดชัย วรรณสถิตย์ อาคาร 2 ชั้น 3 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ เลขาธิการ ป.ป.ส. นายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต รองเลขาธิการ ป.ป.ส. นายสุขุม โอภาสนิพัทธ์ รองเลขาธิการ ป.ป.ส. พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ ผู้บังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี นพ.อังกูร ภัทรากร รองผู้อำนวยการสถาบันธัญญารักษ์ ผู้แทนจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และร็อกซี่ แม็กซิม หรือ น.ส.ขวัญใจ เข็มประดับ ร่วมกันแถลงข่าวกรณีเผยแพร่คลิปชื่อ “สอนเด็กดมเค” ผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ด สืบเนื่องจากมีการโพสต์คลิปวิดีโอสอนเด็กชายวัย 3 ขวบเสพยาเคลงในเว็บไซต์ยูทูป โดยใช้ชื่อคลิปว่า "สอนเด็กดมเค" ความยาว 1.17 นาที จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ถึงความไม่เหมาะสมดังกล่าว เลขาธิการ ป.ป.ส. จึงได้เชิญ น.ส.ขวัญใจ หญิงสาวที่ปรากฎในคลิปเข้ามาพูดคุยเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว พร้อมทั้งได้ประสานกับสถาบันธัญญารักษ์ เพื่อนำ น.ส.ขวัญใจ เข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษา และฟื้นฟูฯ ในฐานะผู้ป่วย ส่วนเด็กชายวัย 3 ขวบที่ปรากฏในคลิป ทางเจ้าหน้าที่ได้ประสานกับผู้แทนจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อดูแลเยียวยาเด็กด้านสภาพจิตใจ และต้องตรวจสอบในรายละเอียดว่าเด็กเป็นผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติดหรือไม่ หากพบว่ามีการเสพยาเสพติดจริงก็จะนำเด็กชายเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาและฟื้นฟูฯ ต่อไป น.ส.ขวัญใจ กล่าวยอมรับว่า เป็นผู้ถ่ายคลิปดังกล่าวจริง แต่ทำไปด้วยความคึกคะนอง และยืนยันว่าผงสีขาวที่ปรากฏในคลิปเป็นเพียงผงแป้ง ไม่ใช่ยาเคแต่อย่างใด โดยคลิปดังกล่าวเป็นคลิปที่ถ่ายไว้ในโทรศัพท์เมื่อถือตั้งแต่เดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว และตัวเองไม่ได้เป็นผู้โพสต์คลิปลงเฟสบุ๊ก หรือยูทูป จึง เชื่อว่าถูกกลั่นแกล้ง ส่วนเด็กที่ปรากฏในคลิปเป็นลูกของเพื่อน ตอนที่ถ่ายคลิปแม่เด็กก็อยู่ในห้องด้วย ส่วนตัวยอมรับว่าเคยเสพยาจริง แต่เลิกไปนานกว่า 6 ปีแล้ว ซึ่งหลังจากที่ปรากฏเป็นข่าวรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะส่งผลกระทบกับชีวิตและหน้าที่การงานของตัวเองทำให้ถูกตัดสินให้ออกจากการประกวดมิสแมกซิม 2013 ที่เข้ารอบ 20 คนด้วย ด้าน พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบก.ปอท.) กล่าวว่า กรณีนี้มีความผิดตามมาตรา 14 พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ ซึ่งระบุว่า ผู้ใดนำข้อมูลที่ไม่เหมาะสมเข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งคนอื่นสามารถเข้าไปดูข้อมูลนั้นได้ เช่น ข้อมูลอันเป็นเท็จ ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน หรือทำให้ผู้อื่นเสียหาย ข้อมูลความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย ข้อมูลลามกอนาจาร หรือผู้ที่เผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นทางเครื่องคอมพิวเตอร์ พีดีเอ โทรศัพท์มือถือ หรือ ระบบคอมพิวเตอร์อื่นๆ ซึ่งมีโทษจำคุก 5 ปี ขณะที่ พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวว่า ป.ป.ส. จะดูแลบำบัดรักษา น.ส.ขวัญใจ และเยียวยาสภาพจิตใจของเด็กชายวัย 3 ขวบ ทั้งนี้ขอฝากประชาชนในการนำบุตรหลานที่เสพยาเสพติด เข้ารับการบำบัดรักษาโดยเร็ว เพราะการเสพติดยาเสพติดเป็นเวลานาน จะทำให้สมองถูกทำลาย และกลายเป็นผู้ป่วยถาวรในที่สุด สำหรับประชาชนที่ต้องการปรึกษาเรื่องการบำบัดรักษา สามารถโทรได้ที่สายด่วน 1165 และสามารถแจ้งเบาะแสยาเสพติดได้ที่สายด่วน 1386.
วันจันทร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2556
หนุ่มเครียดพ่อถูกรถชนตายขณะจัดงานศพบนบ้านผูกคอลาโลกตามพ่อ
หนุ่มเครียดหลังพ่อประสบอุบัติเหตุถูกรถชนเสียชีวิต ขณะญาติๆจัดงานศพอยู่ที่บ้านลูกบ่นเครียดคิดถึงพ่อก่อนตัดสินใจหลังพระสวดเสร็จแอบเข้าห้องใช้เสื้อผูกคอตัวเองเสียชีวิตภายในบ้านพัก
เมื่อเวลา 08.30 น. วันนี้ (1 เม.ย.) ร.ต.ท.สมพงษ์ นาคบาง ร้อยเวร สภ.อ.วังทอง จ.พิษณุโลก รับแจ้งมีคนผูกคอเสียชีวิตที่บ้านพักเลขที่ 122 ม.11 ต.หนองพระ อ.วังทอง หลังรับแจ้งจึงไปตรวจสอบพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยบูรพา ที่เกิดเหตุเป็นบ้าน 2 ชั้น ยกพื้นสูง ที่ชั้นสองของบ้านกำลังจัดงานศพให้นายประเสริฐ โพธิ์ศรี อายุ 71 ปี ที่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต โดยตั้งศพอยู่บนบ้านบริเวณห้องโถง ส่วนภายในห้องพักหลังโลงเย็น พบศพชายใช้เสื้อยืดผูกคอตัวเองกับคานบ้านภายในห้องพัก สภาพศพผู้ตาย สวมเสื้อยืดสีดำ สวมกางเกงขาสั้นลายพรางทหาร เสียชีวิตมาแล้วประมาณ 6 ชั่วโมง ทราบชื่อผู้ตายต่อมาคือ นายรักษา โพธิ์ศรี อายุ 36 ปี อาชีพรับจ้าง บ้านเลขที่เดียวกันกับที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นลูกของผู้ตายที่กำลังจัดงานศพอยู่ และพบนางเหลี่ยม โพธิ์ศรี อายุ 65 ปี แม่ของผู้ตายนั่งร้องไห้ฟูมฟายด้วยความเสียใจอยู่หน้าห้องข้างหีบศพ ตำรวจจึงได้นำศพผู้ตายส่งชันสูตรที่โรงพยาบาลวังทอง
จากการสอบสวนของตำรวจทราบว่า ผู้ตายบ่นคิดถึงพ่อและบ่นอยากตายเพราะเหงาที่ต้องขาดพ่อไป เนื่องจากประสบอุบัติเหตุถูกรถชนเสียชีวิตเมื่อวันที่ 27 มี.ค.ที่ผ่านมา ขณะนี้กำลังจัดงานศพอยู่ที่บ้าน โดยปกติแล้วผู้ตายจะสนิทสนมกับพ่อ ไปไหนมาไหนกับพ่ออยู่เป็นประจำ หลังจากที่พ่อตายไปก็ทำให้ผู้ตายอยู่ในอาการซึมเศร้า ไม่ยอมพูดคุยกับใคร โดยมีบรรดาญาติคอยปลอบอยู่ตลอด จนกระทั่งเมื่อคืนที่ผ่านมาหลังพระสวดเสร็จ ผู้ตายก็เข้าห้องนอนที่อยู่ด้านหลังที่จัดงานศพและเก็บตัวเงียบ จนกระทั่งเช้านางเหลี่ยม ผู้เป็นแม่ เห็นผู้ตายเงียบผิดปกติ จึงได้ไปเคาะห้องเรียกอยู่นานก็ไม่ตอบรับ จึงได้ไปตามญาติมาช่วยกันงัดประตูห้องเข้าไป ก็พบว่าผู้ตายได้ใช้เสื้อยืดผูกคอตัวเองกับคานบ้านภายในห้องพักเสียชีวิตแล้ว ซึ่งเชื่อว่าผู้ตายน่าจะเสียใจมากที่พ่อต้องมาเสียชีวิตไป จนเกิดอาการเครียดและผูกคอตนเองเสียชีวิตตามพ่อ.
“นายกฯปู” ขอข้าราชการยึดพระบรมราโชวาทในหลวงเป็นแนวทางทำงาน
“นายกฯปู” ขอข้าราชการยึดพระบรมราโชวาทในหลวงเป็นแนวทางทำงาน ย้ำรัฐพร้อมพัฒนาระบบราชการให้ทันสมัย โปร่งใส ปลอดการซื้อขายตำแหน่ง แย้มตั้งคณะกรรมการระดับชาติ ศึกษาค่าตอบแทนให้เป็นธรรม
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 1 เม.ย. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานและกล่าวให้โอวาทแก่ข้าราชการพลเรือน เนื่องในวันข้าราชการพลเรือน ประจำปี 2556 โดยมีข้าราชการพลเรือนกว่า 600 คนเข้าร่วม ซึ่งนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ศึกษาธิการ ได้มอบเกียรติบัตรและเข็มเชิดชูเกียรติให้แก่ข้าราชการพลเรือนดีเด่นประจำปี 2556 รวม 618 คนด้วย
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวให้โอวาทตอนหนึ่ง ว่า ข้าราชการทุกคนเป็นหลักในการขับเคลื่อนประเทศในทุกยุคทุกสมัย ระบบราชการไทยพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทันสมัยมากขึ้น รวดเร็ว โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งรัฐบาลมุ่งมั่นที่จะวางรากฐานในการพัฒนาประเทศ ทั้งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้บุคลากรของภาครัฐ เอกชน และประชาชนมีความสามารถในการแข่งขัน กินอยู่ดีอยู่ดี และพัฒนาระบบบริการต่าง ๆ การพัฒนาบุคลากรถือเป็นพื้นฐานและหัวใจสำคัญ โดยเฉพาะบุคลากรภาครัฐ ถือเป็นตัวจักรในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ ให้ประชาชนกินดีอยู่ดี และทำให้ประเทศแข็งแรงอย่างยั่งยืน ที่ผ่านมาข้าราชการทุกคนถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการทำงานที่จะผลักดันแนวคิดของรัฐบาล และประเทศให้สอดคล้อง และเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัยได้รับการดูแลอย่างเสมอภาค และเท่าเทียมกัน
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกวา ขณะเดียวกันรัฐบาลก็พร้อมต่อยอดในการพัฒนาระบบบริการของข้าราชการให้ดีขึ้น โดย 1 ยุทธศาสตร์สำคัญใน 4 ข้อของรัฐบาลคือการพัฒนาระบบการบริหารจัดการระบบราชการ โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วยอำนวยความสะดวกในหน่วยราชการให้ดีขึ้น รวมถึงทำอย่างไรให้ระบบราชการโปร่งใส ก้าวไปสู่ความเป็น E-Government และ E-Survice และรัฐบาลก็พร้อมเดินหน้าปฏิรูปและปรับปรุงกฎหมายต่าง ๆ เพื่อให้ลดปัญหาอุปสรรคในการทำงาน โปร่งใส ลดปัญหาคอร์รัปชัน เชื่อถือได้ และเป็นที่พึ่งของประชาชน โดยต้องบูรณาการการทำงานร่วมกัน ทั้งยุทธศาสตร์ของประเทศ กระทรวง และพื้นที่ที่สำคัญอยากเห็นการมีส่วนร่วมกับประชาชนด้วย นอกจากนี้รัฐบาลยังได้แต่งตั้งคณะกรรมการระดับชาติ เพื่อศึกษาทบทวนความเหมาะสมของค่าตอบแทนบุคคลากรในภาครัฐทั้งหมด เราอยากเห็นค่าตอบแทนสะท้อนถึงผลงาน ความทุ่มเทในการทำงาน และการดูแลประชาชน ซึ่งรัฐบาลจะร่วมกันดูแลระบบการประเมินผลของราชการ ให้การเลื่อนตำแหน่งต่าง ๆ เป็นธรรม ไม่มีการซื้อขายตำแหน่ง เพื่อส่งเสริมข้าราชการทีเป็นคนดี คนเก่ง มีความก้าวหน้าทั้งในสายงานและเติบโตเป็นผู้บริหารระดับสูงในอนาคตภายใต้ระบบราชการแห่งคุณธรรม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรี ยังได้ฝากให้ข้าราชการยึดพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชทานเนื่องในวันข้าราชการพลเรือนประจำปี 2556 เมื่อวันที่ 31 มี.ค.2556 มาเป็นหลักในการปฏิบัติราชการ เพื่อร่วมกันทำให้ระบบราชการไทยมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เพื่อที่สุดท้ายจะได้ร่วมกันขับเคลื่อนความเจริญของประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป
ทั้งนี้ พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชทานเนื่องในวันข้าราชการพลเรือนเมื่อวันที่ 31 มี.ค.2556 มีใจความว่า “งานของแผ่นดินนั้น เป็นงานส่วนรวมมีผลที่กว้างขวาง เกี่ยวข้องกับบ้านเมือง และบุคคลทุกคน ทุกฝ่าย เมื่อเป็นงานส่วนรวม และมีผลเกี่ยวข้องกับคนหมู่มาก ปัญหาข้อขัดแย้งต่าง ๆ อันเนื่องมาจากความคิดเห็นไม่ตรงกัน ก็ย่อมเกิดมีขึ้นบ้างเป็นปกติธรรมดา ข้าราชการผู้ปฏิบัติบริหารงานของแผ่นดินตลอดจนทุกคนทุกฝ่ายที่เกียวข้องจึงต้องมีใจที่หนักแน่นและเปิดกว้าง รับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง แม้กระทั่งคำวิพากษ์วิจารณ์อย่างมีสติ ใช้ปัญญา และเหตุผล เป็นเครื่องปฏิบัติวินิจฉัย โดยถือว่าความคิดเห็น และคำวิพากษ์วิจารณ์นั้นคือการระดมสติปัญญา และประสบการณ์อันหลากหลายจากทุกคนทุกฝ่ายเพื่อประโยชน์แก่การปฏิบัติ บริหารงาน และการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้งานทุกส่วนทุกด้านของแผ่นดินสำเร็จผล เป็นความเจริญมั่นคงแก่ประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง”
“ขุนค้อน” ฟันธงร่างแก้รธน.ผ่านฉลุย
“ขุนค้อน” ฟันธงร่างแก้รธน.ผ่านฉลุย โดดป้อง “นิคม” เป็นกลาง ด้าน “จุรินทร์” ยังสงสัย จี้ปธ.วุฒิสภาถอนชื่อหนุนแก้รธน.
เมื่อวันที่ 1 เม.ย. ที่รัฐสภา นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน ( วิปฝ่ายค้าน ) ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมรัฐสภา ถึงความเป็นกลางทางการเมืองของนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ได้ลงชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) ว่า เรื่องนี้เป็นเครื่องหมายคำถามอยู่ว่าหากปฏิบัติหน้าที่ประธานการประชุมด้วย จะขัดผลประโยชน์และเหมาะสมหรือไม่ นายนิคมทำได้ 2 แนวทางคือ 1.หากยืนยันเป็นผู้ร่วมเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญก็อาจจะขอแสดงความจำนงไม่ทำหน้าที่ประธานการประชุม และ 2.หากประสงค์จะทำหน้าที่ประธานการประชุมก็ควรถอนชื่อการเสนอร่างแก้ไขฯ เพื่อหลีกเลี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อน ความไม่เป็นกลางและข้อครหาในการปฏิบัติหน้าที่
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา กล่าวว่า เป็นสิทธิของส.ว.ในการร่วมลงชื่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายนิคมสวมหมวก 2 ใบอยู่แล้วในฐานะส.ว.และประธานวุฒิสภา ตนคิดว่าไม่กระทบบกับการทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ไม่ทำให้การประชุมมีปัญหา เพราะสมาชิกทุกคนมีวุฒิภาวะ พูดคุยกันด้วยเหตุผล ขณะเดียวกันไม่ทราบว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไปติดอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญที่ต้องพิจารณา แต่ตนเชื่อว่าขั้นตอนการพิจาณาของรัฐสภาไม่น่าจะมีปัญหาและมั่นใจว่าจะประกาศใช้ได้ เพราะถ้าไม่มั่นใจคงไม่ยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามายังรัฐสภา.
วันอาทิตย์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2556
พ่อโหดกรอกยาเบื่อหวังฆ่าลูกน้อย3คน
อดีตผัวโหดกรอกยาพิษลูกๆ3คนรวด ประชดเมียไม่ยอมคืนดี ตาของเด็กนึกสังหรณ์ใจแวะไปดูที่บ้านเห็นหลานอาการไม่ดีแล้ว รีบหามส่งโรงพยาบาลให้หมอช่วยไว้ทัน
เมื่อเวลา 00.15 น. วันที่ 16 มี.ค. ร.ต.อ.จรูญ สังขารา ร้อยเวร สภ.เมืองตรัง ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลตรัง ว่ามีเด็ก 3 คน เป็นเด็กชาย 2 หญิง 1 อายุระหว่าง 3-6 ขวบ ถูกวางยาพิษ และนำตัวเข้ามารักษาที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลตรัง อ.เมือง จ.ตรัง จึงรีบไปตรวจสอบ พบทีมแพทย์และพยาบาลต้องเร่งล้างท้องเพื่อช่วยชีวิตเด็กน้อย 3 คน ประกอบด้วย ด.ช.ไก่ อายุ 6 ขวบ ด.ญ.น้อย อายุ 4 ขวบ และด.ช.ต้น อายุ 3 ขวบ (ทั้งสามคนนามสมมุติ) ซึ่งถูกนายเทพ (นามสมมุติ) อายุ 32 ปี พ่อแท้ๆ กรอกยาเบื่อหนูชนิดเม็ดที่บดแล้วให้กินหวังฆ่าให้ตาย ส่วนตัวเองก็อ้างว่ากินไปด้วย 2 เม็ดและอยู่ในอาการเซื่องซึมตลอดเวลา เหตุเกิดที่บ้านเช่าหลังหนึ่งใน ต.ทับเที่ยง อ.เมือง จ.ตรัง
จากการสอบถามนายโต(นามสมมุติ) ซึ่งเป็นตาของเด็กๆทั้งสามคน ให้การว่านายเทพพ่อเด็กไม่ทำงานทำการ กินเหล้าทุกวัน แถมยังมีประวัติเสพยาจนต้องเข้ารับการบำบัด และมีปัญหาทะเลาะกับน.ส.ศรีนวล (นามสมมุติ) ผู้เป็นภรรยา และเป็นแม่เด็กทั้งสามคนเป็นประจำ จนทุกคนในครอบครัวเอือมระอา ในระยะหลังน.ส.ศรีนวล ทนไม่ไหวขอแยกทาง และนำลูกๆย้ายออกมาอาศัยกับตนที่บ้าน ยิ่งสร้างความคลุ้มคลั่งหนักขึ้นในกับนายเทพ โดยเมื่อเดือนม.ค.ที่ผ่านมา นายเทพใช้มีดจี้บังคับภรรยาจากที่ทำงานกลับบ้านเช่า และแทงที่แขนของภรรยาได้รับบาดเจ็บ มีการเข้าแจ้งความกับตำรวจ
ทั้งนี้ก่อนเกิดเหตุสลดครั้งล่าสุด นายเทพได้หลอกว่าจะหาซื้อของกินมาให้ลูก แล้วพาลูกๆมานอนที่บ้านเช่าด้วยกัน จนกระทั่งตนนึกเอะใจขึ้นมา เพราะพ่อเด็กเคยขู่ว่าจะจับกรอกยาให้หมด ตนจึงตามมาดูหลาน ซึ่งเห็นพ่อเด็กนั่งอยู่หน้าบ้านเมื่อสอบถามก็บอกว่าให้ลูกกินยาหมดแล้ว และตนเองก็กินด้วย 2 เม็ด เมื่อเข้าไปดูหลานในห้องนอนก็พบว่าถูกคลุมโปงด้วยผ้าปูที่นอน ใกล้ที่นอนพบยาเบื่อหนู 2 เม็ด และเศษผงยาตกอยู่ เมื่อเปิดผ้าออกดูพบว่าหลานคนโตและน้องคนเล็กนอนหลับนิ่งไปแล้ว ส่วนหลานคนกลางมีอาการอาเจียนอย่างหนัก จึงรีบนำขึ้นรถส่งรพ.ตรัง พร้อมกันทั้งหมด
ต่อมาน.ส.ศรีนวล แม่ของเด็กได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับสามีตัวเองอีกรอบในข้อหาพยายามฆ่า ส่วนอาการของเด็กๆทั้งสามคน แพทย์ช่วยชีวิตไว้ได้ขณะนี้ปลอดภัยแล้ว แต่ต้องใช้เวลาพักฟื้นสักระยะหนึ่ง เนื่องจากอ่อนเพลียจากอาการอาเจียน ขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่ที่ทราบเรื่อง ต่างพากันสาปแช่งนายเทพที่เป็นคนโหดร้าย ทำกับลูกในไส้ตัวเองได้ลงคอ โชคดีที่เด็กทั้งสามปลอดภัยเพราะยายังไม่ออกฤทธิ์
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการตรวจสอบประวัติ พบว่านายเทพพ่อโหดรายนี้ เมื่อปี 55 เคยคลุ้มคลั่ง ปีนป้ายโฆษณาสูง 10 ชั้น ที่จ.ภูเก็ต โดยขู่จะฆ่าตัวตายหลังจากทะเลาะกับภรรยา สุดท้ายภรรยาโทรศัพท์กล่อมจนยอมปีนลงมาโดยดี จนกระทั่งมาก่อเหตุสลดในครั้งนี้อีก อย่างไรก็ตามขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวนายเทพไว้แล้ว เนื่องจากเกรงว่าจะคลุ้มคลั่งไปก่อเหตุร้ายอีก







